บทความเรื่อง การศึกษาระดับปฐมวัยสำคัญอย่างไร

14 ก.ย.

บทความเรื่อง

“การศึกษาระดับปฐมวัยสำคัญอย่างไร”

                           “เด็กปฐมวัยทำไมต้องจัดการศึกษาให้ จำเป็นแค่ไหน” นี่คือคำถามที่ผู้ใหญ่ นักวิชาการ ผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง หลายท่านตั้งคำถาม หลายคนคิดว่า เด็กอายุแค่  3 – 5  ขวบ  จะเรียนรู้ จะคิดอะไรได้มากแค่ไหน แค่เลี้ยงให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ก่อนก็น่าจะพอ 

                           นั่นคือความคิดของผู้ใหญ่บางคน แต่หารู้ไม่ว่าเด็กปฐมวัยเป็นวันแห่งการเรียนรู้ เป็นวัยแห่งความคิดสร้างสรรค์ ต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน  ออสเตรเลีย หรืออีกหลายๆ ประเทศ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาระดับปฐมวัยเป็นอย่างมาก เพราะเขาเชื่อว่า เด็ก คือ รากฐานของมนุษย์ อยากให้ผู้ใหญ่หรือบุคคลในสังคม มีคุณลักษณะหรือมีความสามารถอย่างไร ต้องปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ เหมือนที่เขาว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ซึ่งปัจจุบันเราชอบบ่นกันว่า ทำไหมเด็กสมัยนี้(เด็กระดับประถม มัธยม หรืออุดมศึกษา)  ไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักพูด ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำอะไรไม่เป็น ซึ่งเราลืมมองย้อนกลับไปว่าตอนเด็กเล็กๆ เราปลูกฝังเขา หรือเราฝึกฝนเขาอย่างไร  ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กสามารถเรียนรู้ได้จากสิ่งแวดล้อมและปัจจัยอีกมากมาย พัฒนาการ และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นตอนโตสืบเนื่องมาจาก การเลี้ยงดู การปลูกฝัง การอบรมสั่งสอน หรือการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัย ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีของเพียเจต์ (Piaget)      (อ้างในพรรณทิพย์   ศิริวรรณบุศย์,2551) กำหนดหลักของพัฒนาการไว้ 3  หัวข้อ คือ

  1. พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามระดับวุฒิภาวะ (maturation) เป็นกระบวนการที่แน่นอน

นั่นคือ พัฒนาการวัยหลังอาจทำนายได้จากลักษณะของวัยตอนต้น

       2.   พัฒนาการของเด็กเป็นไปตามการสะสมการเรียนรู้ (learning) ที่ได้จากประสบการณ์กับ

สิ่งแวดล้อมและการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขา

       3.    พัฒนาการของเด็กเกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างทฤษฎีวุฒิภาวะ (maturational theory)และทฤษฎีการเรียนรู้(learning theory)

                การจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าทุกฝ่ายเข้าใจ ให้

ความ สำคัญและให้การสนับสนุน แต่ยังมีหลายคน หลายโรงเรียนที่ยังเข้าใจการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยผิด เพราะการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยไม่ใช่จับเด็กมาเขียนมาอ่านอย่างจริงจังเหมือนกับเด็กประถม เด็กมัธยม เพราะนั่นคือการทำร้ายพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก และสร้างความเครียดอย่างคาดไม่ถึง โดยผู้ใหญ่หลายคนเข้าใจผิด และมีค่านิยมที่ผิดๆ ที่ต้องการให้เด็ก หรือลูก หลานของตนต้องอ่านออก เขียนได้ตั้งแต่วัยอนุบาล โดยมีการเรียนพิเศษ มีการบ้าน มีแบบฝึกหัดเป็นเล่มๆ ซึ่งไม่ได้คำนึงถึงความพร้อมของเด็กเลยว่าเด็กมีพัฒนาการด้านร่างกายเป็นอย่างไร เด็กมีการใช้มือ ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กได้ดีแล้วหรือยังที่บังคับให้เขาจับดินสอเขียนตามที่ผู้ใหญ่กำหนด ซึ่งเด็กบางคนยังหยิบจับอะไรได้ไม่ดีเลย และฝึกให้เด็กท่อง อ่าน คำศัพท์ ตัวเลข โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาท่องเขารู้ความหมายหรือเปล่า บางโรงเรียนจับให้เด็กนั่งเรียนอย่างจริงจัง หน้าติดกับสมุดแบบฝึกหัด มือจับดินสออยู่ตลอดเวลา  เด็กไม่มีโอกาสได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนหรือผู้อื่น  ไม่มีโอกาสได้คิด และแสดงความคิดอย่างอิสระเลย แต่ พ่อ แม่ ผู้ปกครองก็ดีใจ ภูมิใจว่าลูกของตนอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่รู้เลยว่ากำลังทำลายพัฒนาการต่างๆ ของเด็ก ดังทฤษฎีของ เพียเจต์ (Piaget)  (อ้างในทิศนา   แขมมณี,2545)  ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการอย่างไร ทฤษฎีของ  เพียเจต์ (Piaget) ตั้งอยู่บนรากฐานของทั้งองค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น พัฒนาการเป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่เด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์ (Piaget)  เน้นความสำคัญของการเข้าใจธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กมากกว่าการกระตุ้นเด็กให้มีพัฒนาการเร็วขึ้น  เพียเจต์ (Piaget) สรุปว่า พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดับระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงที่ แสดงให้ปรากฏโดยปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับสิ่งแวดล้อม

                  ทฤษฎีการเรียนรู้

                                ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget)  มีสาระสรุปได้ดังนี้                                                                

      1)  พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้

              1.1)  ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส (Sensorimotor Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 0-2 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้และการกระทำ เด็กยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และยังไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น

              1.2) ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Period)  เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 2-7 ปี ความคิดของเด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผลอย่างลึกซึ้ง แต่สามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ การใช้ภาษา แบ่งเป็นขั้นย่อย ๆ 2 ขั้น คือ

                        2.1.1) ขั้นก่อนเกิดความคิดรวบยอด (Pre-Conceptual Intellectual Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 2-4 ปี

                       2.1.2) ขั้นการคิดด้วยความเข้าใจของตนเอง (Intuitive Thinking Period) เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 4-7 ปี

               1.3) ขั้นการคิดแบบรูปธรรม (Concrete Operational Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 7-11 ปี เป็นขั้นที่การคิดของเด็กไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น เด็กสามารถสร้างภาพในใจ และสามารถคิดย้อนกลับได้ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลขและสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น

              1.4) ขั้นการคิดแบบนามธรรม (Formal Operational Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 11-15 ปี เด็กสามารถคิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ และสามารถคิดตั้งสมมติฐานและใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้

  2) ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่

   3) กระบวนการทางสติปัญญามีลักษณะดังนี้

         3.1) การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation) เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

         3.2) การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทางสมองในการปรับประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็นระบบหรือเครือข่ายทางปัญญาที่ตนสามารถเข้าใจได้ เกิดเป็นโครงสร้างทางปัญญาใหม่ขึ้น

         3.3) การเกิดความสมดุล (equilibration) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการปรับเป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะก่อให้เกิดสภาพที่มีความสมดุลขึ้น หากบุคคลไม่สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้ ก็จะเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ซึ่งจะก่อนให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้นในตัวบุคคล

                       จากทฤษฎีของเพียเจต์ (Piaget)  ดังนั้นการจัดการศึกษาให้กับเด็กปฐมวัยต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กก่อน โดยเด็กต้องได้รับการพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน เช่น  ดังนั้นเราควรสร้างค่านิยมใหม่ที่เหมาะสมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมพัฒนาการทั้ง 4  ด้านได้กี่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญาก่อน โดยให้เด็กได้เรียนรู้ ฝึกฝนจากกิจกรรม ต่าง ๆ จากการจัดการศึกษาให้กับเด็ก  ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ Constructivism(อ้างใน สุมาลี  ระหว่างบ้าน,2553) ได้เน้นการเรียนรู้ของนักเรียนเกิดขึ้นด้วยตัวของนักเรียนเอง วิธีการเรียนการสอนที่เหมาะสม คือ การเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Learning) ประกอบการเรียนรู้จากกลุ่ม (Cooperative Learning) ซึ่งการเรียนรู้ทั้ง 2  ลักษณะ มีดังนี้

1. การเรียนการสอนแบบค้นพบ

                  เป็นการเรียนการสอนลักษณะเดียวกับแบบการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method) ซึ่งมีขั้นตอนในการเรียนการสอน 5 ขั้นตอนคือ

            1)   การนำเข้าสู่บทเรียน กิจกรรม ประกอบด้วย การซักถามปัญหา ทบทวนความรู้เดิม กำหนด

กิจกรรม ที่จะเกิดขึ้นในการเรียนการสอนและเป้าหมายที่ต้องการ

            2)   การสำรวจ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการทดลอง การสำรวจ การสืบค้นด้วยวิธีการทาง

วิทยาศาสตร์ นักเรียนเป็นผู้ปฏิบัติเองโดยมีครูเป็นเพียงผู้แนะนำหรือผู้เริ่มต้น

            3)   การอธิบาย กิจกรรมประกอบด้วย การนำข้อมูล ผลการทดลองมาร่วมกันอภิปราย

            4)   การลงข้อสรุป เป็นการสรุปเนื้อหาหรือข้อมูลการทดลองเพื่อให้เห็นถึงความเข้าใจ ทักษะ

กระบวนการ และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะช่วยให้นักเรียนมีโอกาสปรับแนวความคิดหลักของตนเองในกรณีที่ไม่สอดคล้องกับความคิดของตนเอง

            5)   การประเมินผล เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนตรวจสอบแนวคิดหลักที่ตนเองได้เรียนรู้มาแล้ว

โดยการประเมินผลด้วยตนเอง ทั้งนี้ จะรวมถึงการประเมินผลของครูต่อการเรียนรู้ของนักเรียนด้วย

       2. การเรียนการสอนแบบเรียนรู้จากกลุ่ม

                  เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างทักษะของการอยู่ร่วมกันในสังกัด และทักษะในด้านเนื้อหาวิชาการต่าง ๆ เป็นการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นสำคัญ โดยจัดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันเรียนและทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มๆ ละ 2-4 คน โดยมีจุดหมายเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ผู้เรียนเก่งจะช่วยผู้เรียนอ่อนกว่า  และต้องยอมรับซึ่งกันและกันเสมอ ความสำเร็จของกลุ่มขึ้นอยู่กับสมาชิกภายในกลุ่ม  โดยบทบาทของครูผู้สอน จะเป็นดังนี้

         1)  จัดเตรียมแหล่งความรู้สำหรับนักเรียนค้นคว้า หาวัสดุอุปกรณ์ที่นักเรียนต้องใช้ร่วมกัน

         2)  จัดเตรียมแบบฝึก (Work Sheet) หรือมอบหมายงานที่ต้องทำร่วมกันในกลุ่ม

         3)  จัดกลุ่มนักเรียนโดยเฉลี่ยความรู้ ความสามารถให้แต่ละกลุ่มใกล้เคียงกัน

         4)  ครูควรปูพื้นฐานทักษะเบื้องต้นให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

         5)  วางแผนการวัดผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เช่น

                     – จากการสังเกต และการสอบถามจากผู้สอน

                      – จากแบบสำรวจตนเอง

                      – จากแบบสำรวจของกลุ่ม

                      และสอดคล้องกับทฤษฎีของ  ออซุเบล (Ausubel อ้างใน สุมาลี  ระหว่างบ้าน,2553)  บ่งว่า ผู้เรียนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารด้วยการรับหรือด้วยการค้นพบ และวิธีเรียนอาจจะเป็นการเรียนด้วยความเข้าใจอย่างมความหมายหรือเป็นการเรียนรู้โดยการไม่ท่องจำโดยไม่คิด ออซุเบล จึงแบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภท ดังต่อไปนี้

  1.  การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย (Meaningful Reception Learning)
  2.  การเรียนรู้โดยการรับแบบท่องจำโดยไม่คิดหรือแบบนกแก้วนกขุนทอง (Rote Reception

Learning)

       3.    การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย (Meaningful Discovery Learning)

       4.    การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่คิดหรือแบบนกแก้วนกขุนทอง(Rote Discovery

Learning)

                เมื่อเราจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัยได้เรียนรู้อย่างถูกต้องเราจะรู้ว่าเด็กปฐมวัยสามารถเกิดการ

เรียนรู้ได้  ซึ่งสอดคล้องกับบรูนเนอร์ (อ้างในไกวัล  จันทร์ศิลา.2553).  ได้เห็นด้วยกับ เพียเจต์ (Piaget) ว่า คนเรามีโครงสร้างสติปัญญา (Congnitive Structure) มา ตั้งแต่เกิด ในวัยทารกโครงสร้างสติปัญญายังไม่ซับซ้อน เพราะยังไม่พัฒนาต่อเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมจะทำให้โครงสร้างสติปัญญามีการขยายและซับซ้อนขึ้น หน้าที่ของโรงเรียนก็คือการช่วยเอื้อการขยายของโครงสร้างสติปัญญาของนักเรียน นอกจากนี้ บรูนเนอร์ ยังได้ให้หลักการเกี่ยวกับการสอนดังต่อไปนี้

    1.  กระบวนความคิดของเด็กแตกต่างกับผู้ใหญ่ เวลาเด็กทำผิดเกี่ยวกับความคิด ผู้ใหญ่ควรจะคิดถึงพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ซึ่งเด็กแต่ละวัยมีลักษณะการคิดที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่ ครูหรือผู้มีความรับผิดชอบทางการศึกษาจะต้องมีความเข้าใจว่าเด็กแต่ละวัยมี การรู้คิดอย่างไร และกระบวนการรู้คิดของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ (Intellectual Empathy)

     2.  เน้นความสำคัญของผู้เรียน ถือว่าผู้เรียนสามารถจะควบคุมกิจกรรม การเรียนรู้ของตนเองได้ (Self- Regulation) และเป็นผู้ที่จะริเริ่มหรือลงมือกระทำ ฉะนั้น  ผู้มีหน้าที่สอนและอบรมมีหน้าที่จัดสิ่งแวดล้อมให้เอื้อการเรียนรู้โดยการค้นพบ โดยให้โอกาส ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม 

      3. ในการสอนควรจะเริ่มจากประสบการณ์ที่ผู้เรียนคุ้นเคย    หรือ ประสบการณ์ที่ใกล้ตัวไปหาประสบการณ์ที่ไกลตัว เพื่อผู้เรียนจะได้มีความเข้าใจ และแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยของเพียเจต์ (Piaget) (อ้างในทิศนา   แขมมณี,2545) ดังนี้

    หลักการจัดการศึกษา

                        1) ในการพัฒนาเด็ก ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก และจัดประสบการณ์ให้เด็กอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการนั้น ไม่ควรบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่ยังไม่พร้อม หรือยากเกินพัฒนาการตามวัยของตน  เพราะจะก่อให้เกิดเจตคติที่ไม่ดีได้

                                1.1) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามวัยของตนสามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปสู่พัฒนาการขั้นสูงขึ้นได้

                                 1.2) เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการแตกต่างกัน ถึงแม้อายุจะเท่ากัน แต่ระดับพัฒนาการอาจไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ควรเปรียบเทียบเด็ก ควรให้เด็กมีอิสระที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของเขาไปตามระดับพัฒนาการของเขา

                                  1.3) ในการสอนควรใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรม เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจลักษณะต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แม้ในพัฒนาการช่วงการคิดแบบรูปธรรม เด็กจะสามารถสร้างภาพในใจได้ แต่การสอนที่ใช้อุปกรณ์ที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้เด็กเข้าใจแจ่มชัดขึ้น

                             2) การให้ความสนใจและสังเกตเด็กอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ได้ทราบลักษณะเฉพาะตัวของเด็ก

                              3) ในการสอนเด็กเล็ก ๆ เด็กจะรับรู้ส่วนรวม (Whole) ได้ดีกว่าส่วนย่อย (part) ดังนั้น ครูจึงควรสอนภาพรวมก่อนแล้วจึงแยกสอนทีละส่วน

                               4) ในการสอนสิ่งใดให้กับเด็ก ควรเริ่มจากสิ่งที่เด็กคุ้นเคยหรือมีประสบการณ์มาก่อนแล้วจึงเสนอสิ่งใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งเก่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้กระบวนการซึมซับและจัดระบบความรู้ของเด็กเป็นไปด้วยดี

                                 5)  การเปิดโอกาสให้เด็กได้รับประสบการณ์ และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม มาก ๆ ช่วยให้เด็กดูดซึมข้อมูลเข้าสู่โครงสร้างทางสติปัญญาของเด็กอันเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก

           จากทฤษฎีต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้เห็นว่าการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยมีความ

สำคัญอย่างไร และจัดอย่างไร จึงจะถูกต้องเหมาะสม ที่จะทำให้เด็กปฐมวัยพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ หรือลองคิดหรือเลือกดูก็ได้ว่าอยากให้ลูกหลาน ของเราเป็นเด็กและเติบโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหน ระหว่าง เด็กที่มีความสุขในการเรียนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ทำให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์  มีความมั่นใจรู้จักปรับตัวเข้ากับสังคม รู้จักคิด รู้จักพูด รู้จักแก้ไขปัญหา รู้จักค้นหาคำตอบหรือมีความพร้อมทั้งกาย ใจ สังคมและสติปัญญา พร้อมที่จะเรียนในระดับสูงขึ้นอย่างมีคุณภาพและศักยภาพ  กับเด็กที่ต้องถูกบังคับเรียนเขียน อ่านด้วยความทุกข์ ในสิ่งที่ยังไม่มีความพร้อม ไม่มีความคิดสร้างสรรค์เพราะไม่เคยถูกปล่อยและส่งเสริมให้คิดอย่างอิสระ ไม่รู้จักแก้ปัญหา เก็บกดที่ไม่ได้เล่นไม่ได้ทำอะไรในสิ่งที่วัยเด็กควรได้ทำ เมื่อเด็กมีโอกาสก็จะหาวิธีที่จะชดเชยในสิ่งที่ขาดหายไปโดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด  ซึ่งก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กส่วนหนึ่งมีปัญหาเหมือนเช่นปัจจุบันที่ผู้ใหญ่หลายคนกำลังหนักใจอยู่ก็เป็นได้  ยังไงฝากให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทบทวน เข้าใจและให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยต่อไปด้วยนะค่ะ

เอกสารอ้างอิง

ไกวัล  จันทร์ศิลา.(2553).จิตวิทยาการเรียนรู้.แหล่งที่มา htt///www.stats.in.th. ค้นข้อมูลเมื่อวันที่  1  

                ตุลาคม    2553.

พรรณทิพย์    ศิริวรรณบุศย์.(2551).จิตวิทยาพัฒนาการ.พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ:

ทิศนา   แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุมาลี   ระหว่างบ้าน.(2553).แหล่งที่มา htt///www.tupadu.multiply.com. ค้นข้อมูลเมื่อวันที่   

                  20  กันยายน   2553

บทความ เรื่องการเล่นสำคัญอย่างไรกับเด็กปฐมวัย

14 ก.ย.

การเล่นสำคัญอย่างไรกับเด็กปฐมวัย

                                   มีหลายคนสงสัยว่า “ทำไมเด็กชอบเล่น วันๆ หนึ่งเอาแต่เล่น เล่นโน่นเล่นนี่ ไม่รู้จักเบื่อ เล่นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เล่นแล้วได้อะไร แล้วควรจะทำยังไงดีกับการชอบเล่นของเด็ก” นี่คือคำถาม หรือคำบ่นของผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อ แม่ ผู้ปกครองหรือแม้กระทั่งครูบางคน

                                  ในสังคมและในวัฒนธรรมที่มีความหลากกหลายของโลกใบนี้ มนุษย์เราสามารถเรียนรู้ได้ และพัฒนาได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย โดยคนส่วนมาก หรือวัฒนธรรมหนึ่งที่คนเรานึกถึงในการพัฒนาก็คือ วิชาการ ซึ่งมุ่งเน้นในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ จากสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก ซึ่งหากใครต้องการเป็นคนเก่ง หรือผู้ใหญ่ต้องการพัฒนาเด็กหรือต้องการให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ต้องส่งเสริมทางวิชาการมากๆ ต้องเรียน ต้องอ่าน ต้องเขียนหรือต้องท่องจำมากๆ 

                                   แต่ “การเล่น” กลับเป็นสิ่งที่หลายๆ คนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เรื่องไม่สำคัญ หรือเรื่องที่ไม่ควรสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าเรื่องไร้สาระกลับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาด้านต่างๆให้แก่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นรูปแบบใด เพราะเด็กจะมีกระบวนการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเล่น และเป็นสิ่งสะท้อนวัฒนธรรม สังคมของเด็กแต่ละคน แต่ละชาติพันธ์ ซึ่งถ้ามองอย่างจริงจังแล้วไม่ใช่มีเพียงเด็กปฐมวัยเท่านั้นที่ชอบเล่นหรือเรียนรู้จากการเล่น แม้กระทั่งเด็กที่มีระดับสูงขึ้นไปกว่าเด็กปฐมวัยหรือผู้ใหญ่ก็ยังเรียนรู้ผ่านการเล่นในรูปแบบต่างๆเช่นกัน  

                                   ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยจึงควรหันมาให้ความสนใจกับการเล่นของเด็กให้มากขึ้น ควรมีความรู้ ความเข้าใจในการเล่น รูปแบบการเล่น หรือประโยชน์จากการเล่น เพื่อจะได้เข้าใจเด็ก และสามารถพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้จากการเล่นได้ดียิ่งขึ้น  ซึ่งมีนักจิตวิทยาหลายคนได้ให้ความสำคัญกับการเล่นไว้ และที่น่าสนใจ คือ  ไวก็อตสกี้ (Vygotsky)  ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านทั้งในประเทศและต่างประเทศได้กล่าวถึงทฤษฎีของเขาอย่างหลากหลายและกว้างขวาง  ซึ่งผู้เขียนจึงอย่างนำเสนอมุมมองของ ไวก็อตกี้ (Vygotsky)   ที่เขาได้ศึกษาและให้ความสำคัญกับการเล่น โดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิตหรือในช่วงวัยเด็กปฐมวัย  เขาไม่เพียงแต่มองที่การเล่นภายนอกของเด็กเท่านั้น เขายังมองถึงเบื้องหลังและเจาะลึกถึงประวัติที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเล่นของเด็ก หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากภายในตัวของเด็กจากการเล่นของเด็กปฐมวัยอีกด้วย  ซึ่ง ไวก็อตกี้ (Vygotsky)  ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเล่นที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กไว้หลายมุมมอง ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอดังนี้  

                                ไวก็อตสกี้ (Vygosky : 1978) เป็นนักจิตวิทยาชาวรัสเซีย His most productive years were at the Institute of Psychology in Moscow (1924-34), where he expanded his ideas on cognitive development, particularly the relationship between language and thinking.  จบการศึกษาในปี 1913 ได้รับเหรียญทองจากชาวยิวยิมเอกชนในรัสเซีย แม่ของเขา Fluent in French and German, he studied philosophy and literature at Shanyavsky People’s University while completing a master’s degree in law at Moscow University.ชำนาญในภาษาฝรั่งเศสและเยอรมัน  เขาศึกษาปรัชญาและวรรณกรรมที่มหาวิทยาลัย Shanyavsky   เขาจบปริญญาโทด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยมอสโก Returning home in 1917, he taught at various institutes, and began reading widely in psychology and education. และหลังที่จบจากมหาวิทยาลัย Shanyavsky  เขากลับมาบ้านในปี 1917  และสอนที่วิทยาลัยครูและเริ่มเขียนงานที่นิยมกันอย่างแพร่หลายทางด้านจิตวิทยาและการศึกษา คือ  Educationl Psycholy   ต่อมาเขาทำงานในสถาบันของจิตวิทยา (กลางทศวรรษ 1920 )  

                                     การศึกษาทางด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กของ ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  เสนอไว้ว่า เราควรที่จะ “สืบสาว” การพัฒนานั้น เราต้องรื้อประกอบสร้างมันใหม่ด้วยการหันกลับไปดูแหล่งของพฤติกรรมต่างๆ นี้ ต้องยอมรับว่า แนวคิดเรื่องจิตวิทยา cultural-historical ของเขาไม่เคยมีมาก่อนหน้านี้ เขาเสนอจิตวิทยา   พัฒนาการเขาเชื่อว่าในการพัฒนาเด็กเขาไม่คำนึงถึงอายุของเด็ก แต่การพัฒนาเด็กได้มันต้องเกิดขึ้นจากภายในของเด็ก historically-based นั่นคือกระบวนการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมจะเข้าใจได้ก็มีเพียงการเข้าใจผ่านประวัติศาสตร์ของพฤติกรรมเท่านั้น เขาใช้คำว่าความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่เป็นพลวัต ซึ่งเป็นจิตวิทยาที่สำคัญ มีเพียงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่มองกระบวนการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นที่จะช่วยอธิบายได้ นับว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการประกอบสร้างของระเบียบใหม่ทางความคิดจิตวิทยา   

                                   พฤติกรรมของเด็กมีการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาการเรียนรู้จากการเล่นของเด็ก ซึ่งไวก็อตสกี้ (Vygosky)     เชื่อว่า การเล่น หรือเด็กเล่นของเล่น เล่นเกมเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาและบทบาทในการพัฒนาของเด็กThrough play the child develops abstract meaning separate from the objects in the world, which is a critical feature in the development of higher mental functions.[ 4 ]ผ่านการเล่น  เด็กได้พัฒนาความหมายของนามธรรมที่แยกต่างหากจากวัตถุในโลกซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในหน้าที่การพัฒนาจิตใจที่สูงขึ้น  โดยไวก็อตสกี้ (Vygosky) ได้เริ่มศึกษาเด็กเป็นระยะดังนี้

ในช่วงวัยทารก(ช่วงปีแรก)

                        เขาได้ศึกษาการพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกของทารกกับความสัมพันธ์กับผู้ดูแลเด็ก เพื่อส่งผลต่อการพัฒนา ผลจากการประเมินพบว่า  

                       ประการแรกทารกได้พัฒนาร่วมกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในโลกภายนอก ซึ่งกลายเป็นความเข้มแข็งกว่ามากกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนในการสื่อสารทางอารมณ์ความรู้สึกกับผู้ใหญ่ ในทางตรงกันข้ามทารกคิดว่า ของเล่นเป็นวิธีการของการสื่อสารกับผู้ใหญ่เท่านั้น  ทารกอาจจะหงุดหงิดจากการไม่ได้สัมผัสกิจกรรม” และ”ไม่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมร่วมกับวัตถุ

                        ประการที่สอง  ทารกยอมรับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยทั้งหมดของความสัมพันธ์ของพวกเขากับโลกภายนอก  อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาและการสื่อสารกับผู้ใหญ่ได้ถูกแทนที่โดยเรียกว่าธุรกิจ – เหมือนการสื่อสาร  นั่นคือ การสื่อสารในบริบทของการร่วมกันทำกิจกรรม – centered  นำไปสู่ผลลัพธ์การเปลี่ยนของทารกผ่านไปที่วัตถุ – centered  กิจกรรมร่วมกัน และนำไปสู่การทำกิจกรรมใหม่ร่วมกัน

                            ไวก็อตสกี้ (Vygosky) เน้นไปที่ต้นเหตุสำคัญของความแตกต่างระหว่างวัตถุ ในช่วงปีแรกและปีที่สอง  ในช่วงปีแรกของชีวิต ทารกจะชาญฉลาดในการสัมผัสตามลักษณะของวัตถุทางกายภาพ ของพวกเขา เช่น บอลเป็นก้อนกลมกลิ้งไปหาหากผลักออกทำให้มีเสียง  หรือถ้าเขย่าทำให้เกิดเสียง และอื่นๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดการค้นพบเช่นนั้น  ทารกไม่จำเป็นต้องมีผู้ใหญ่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เช่น ทางกายภาพ ของวัตถุที่มีลักษณะของพื้นผิวที่มองเห็นได้และสามารถเห็นผลได้ในการสำรวจตรวจตราต่างๆที่เป็นอิสระ

                               สรุปก็คือ  ทารกเริ่มที่จะเลียนแบบการกระทำของผู้ใหญ่และเล่นกับวัตถุตามความหมายทางสังคมของพวกเขา เช่นว่า ในระยะแรกเพียงปรากฏในระหว่างการร่วมกิจกรรม ซึ่งผู้ใหญ่ควรแสดงให้เห็นการกระทำที่เหมาะสม และควรกระตุ้นให้ทารกเลียนแบบสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างดี  เป็นผลมาจากการร่วมกิจกรรม  ซึ่งจะเกี่ยวข้องและมีกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการในการพัฒนากับทฤษฎีที่สำคัญของ ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  ซึ่งเรียกว่าเขต proximal ของการพัฒนา ( zpd )  zpd  เป็นทักษะการรับรู้และแนวคิดต่างๆที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างเต็มที่ แต่เป็น “บนขอบของสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่”  เพียงแค่เด็กได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมของผู้ใหญ่

ในช่วงปีที่สอง – สาม

                             ในช่วงปีที่สองของชีวิต เด็กสามารถสังเกตเห็นวัตถุตามลักษณะทางกายภาพได้บ่อยครั้ง ไวก็อตสกี้ (vygotsky)  ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมหลัก โดยมีการทำกิจกรรมของเด็ก- centered ในช่วงนี้ กิจกรรมควรจะมีเนื้อหาครอบคลุมสาเหตุของเด็กกับวัตถุตามความหมายทางสังคมของพวกเขา  แต่ไม่ได้ถูกจำกัดสำหรับเรื่องเล่นของเด็ก และของเล่นเด็ก

                               ไวก็อตสกี้ (Vygosky) ให้เหตุผลว่าสำหรับการเล่นของเด็กกับวัตถุเป็นกิจกรรมที่เน้นความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาของเด็กในช่วง  1 – 3 ปี  ดังนั้นเด็กจึงควรมีกิจกรรมการเล่นเพื่อนำไปสู่ช่วงเวลาทั้งหมดของกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาของเด็ก ซึ่งผลงานที่เห็นได้ชัดจากการศึกษาของเขา คือ เมื่อเด็กต้องการขี่ม้า แต่ไม่สามารถขี่ม้าจริงๆได้เขาจึงหยิบไม้และยืนคร่อม  โดยจิตนาการว่าไม้ที่ขี่เป็นม้า   “การดำเนินการตามกฎนี้เริ่มต้นที่จะพิจารณาจากความคิดไม่ใช่โดยวัตถุ …. มันเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กเพื่อที่จะตัดความคิด (ความหมายของคำ) ออกจากวัตถุ   การเล่นเป็นขั้นตอนการนำไปสู่ทิศทางต่างๆ  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของการแยกความหมายของม้าไม้จากม้าจริงซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิทยาการและการกำหนดความสัมพันธ์ของเด็กกับความเป็นจริงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง”

 ในช่วงปีที่สี่ – หก

                            ด้านการเล่นอื่นที่  ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  อ้างถึงเป็นการพัฒนาของกฎทางสังคม  เช่น  เมื่อเด็กเล่นเกี่ยวกับบ้าน และมีการเล่นบทบาทของสมาชิกในครอบครัวที่แตกต่างกัน Vygotsky cites an example of two sisters playing at being sisters. ไวก็อตสกี้ (Vygosky)   อ้างตัวอย่างของน้องสาวสองคนที่เล่นเป็นน้องสาว The rules of behavior between them that go unnoticed in daily life are consciously acquired through play. กฎของพฤติกรรมระหว่างพวกเขาจากการสังเกต มาจากในชีวิตประจำ วัน มีการแสดงออกผ่านการเล่น หรือการเล่นเกมที่มีกฎควบคุมอยู่ เด็กก็จะเรียนรู้ที่จะควบคุมตัวเองตามกฎต่างๆ เหล่านั้น

                                   ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  เน้นว่า เด็กจะไม่มีอิสระในการเล่น ในระหว่างการเล่นเด็กทุกคนควรที่จะเป็นไปตามกฎ กติกา  เด็กที่มีส่วนร่วมในการเล่นที่ควบคุมอย่างเข้มงวดของพฤติกรรม ของแต่ละคนในเทอมต่างๆของการแสดงบทบาทในการเล่น  แต่การเล่นแต่ละบทบาทบรรจุนัยยะบางอย่างเป็นระเบียบ สังเกตเห็นว่า”หลักนิติธรรมถูกซ่อนอยู่…ตามบทบาท  ดังนั้นในการเรียนผ่านการเล่น  เด็กจะควบคุมพฤติกรรมของพวกเขาและได้เรียนรู้ที่จะระงับ  และจะปฏิบัติตามกฎว่าเป็นความสามารถที่จะพัฒนาพฤติกรรมตนเองของพวกเขา

                                    จะเห็นได้ว่าเขามองถึงการเล่นสามารถส่งเสริมจิตนากรหรือเด็กสามารถใช้จิตนาการผ่านการเล่นได้นอกจากการเล่นส่งเสริมจิตนาการของเด็กแล้ว การเล่นยังพัฒนากฎ ระเบียบทางสังคมให้กับเด็กอีกด้วยเช่นการเล่นเกม นอกจากนี้การเล่นของเด็ก เด็กไม่ได้เล่นเพียงคนเดียวแต่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุต่างๆ กับบุคคลอื่นที่มีความแตกต่างกัน  ซึ่ง  ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  เชื่อว่าชีวิตของคนเรามีกระบวนการในการพัฒนา โดยการพัฒนาขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการเรียนรู้ทางสังคมที่จะนำไปสู่การพัฒนากระบวนการคิดจริงๆ  ปรากฎการณ์นี้เป็นเขตที่เรียกว่า  การพัฒนาของ  proximal   ดังนั้นการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมจึงมีบทบาทบทบาทเบื้องต้นในการพัฒนาด้านความคิดของกระบวนการ  ไวก็อตสกี้ (Vygosky)   มุ่งไปที่การเชื่อมโยงระหว่างผู้คนและการแปรผันสิ่งเหล่านี้ในบริบทที่พวกเขามีการกระทำและมีปฏิสัมพันธ์ในประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์กันในสังคม ก็มีส่วนในการใช้ภาษาในการสื่อสาร ในการสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ซึ่งการใช้ภาษาในการสื่อสารหรือการเล่นก็จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสังคม หรือวัฒนธรรมของเด็ก

ความสำคัญของการเล่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา

                                     ไวก็อตสกี้ (vygotsky) ทำให้เชื่อเกี่ยวกับการเล่น และขยายตัวออกไปจากการศึกษาในช่วงต้นๆ ศิลปะทางจิตวิทยาที่ดีของเขา ในทฤษฎีที่ทำหน้าที่ของการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ในการเล่นไวก็อตสกี้ (vygotsky)   ชี้ให้เห็นในช่วงหนึ่งต้นๆ ในบริบทที่เด็กได้เรียนรู้ที่จะใช้วัตถุและการกระทำของพวกเขาทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ ภาพ ที่มีชื่อเสียงของวัฒนธรรมนับตั้งแต่เครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆได้สร้างให้พื้นฐานของการพัฒนาของจิตใจสูงขึ้น  การพิจารณาการเล่นโดย ไวก็อตสกี้ (vygotsky)    เป็นผู้นำของกิจกรรมสมัยใหม่ ในโรงเรียนอนุบาล ในการทำกิจกรรม  การเตรียมการสำหรับผู้ใหญ่   กิจกรรม   แต่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่เป็นสัญลักษณ์ทั้งหมด

                                  เมื่ออธิบายถึงการใช้สัญลักษณ์ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ   ไวก็อตสกี้ (vygotsky)  จำกัดขอบเขตของการเล่น การละคร  ทำให้เชื่อว่าการเล่นเป็นแบบฉบับของ  preschoolers  และการจำกัดอายุของเด็กในโรงเรียนประถมศึกษา   ดังนั้น ไวก็อตสกี้ (vygotsky)  นิยามการเล่นไม่รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเคลื่อนไหวกิจกรรม สาเหตุของวัตถุและการสำรวจตรวจตราต่างๆที่(และยังคงเป็น) อ้างถึงในฐานะที่เล่นโดยนักการศึกษาตลอดจน noneducators   ที่เล่นจริง  ซึ่งการเล่นตามที่ ไวก็อตสกี้ (vygotsky)  นิยามมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ

                                ประการที่หนึ่ง  เด็กสร้างจินตนาการจากสถานการณ์ ในบทบาทและการกระทำออกมาและนั่นเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนดเฉพาะ โดยบทบาทลักษณะของแต่ละคนเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการก่อตัวในใจของเด็กมีหน้าที่ในการพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น การเล่นเกมในจินตนาการ สถานการณ์เด็กจะต้องดำเนินการสอง ประเภท ของการปฏิบัติการ – ปัจจัยภายนอก และ ภายในประเทศ  ในการเล่น การกระทำภายใน ประเทศเหล่านี้   การดำเนินงานในความหมายนี้ยังขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานในต่างประเทศในวัตถุต่างๆ  แต่อย่างไรก็ตามการปรากฏตัวขึ้นมามาก ภายในสัญญาณการกระทำในช่วงต้นของเด็กการเปลี่ยนผ่านจากแบบในช่วงต้นของกระบวนการคิด  sensorimotor และ ความคิดเกี่ยวกับภาพอื่นๆ ในความก้าวหน้ามากกว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความคิด ด้วยเหตุนี้  ทำให้เชื่อว่าการเล่น เพื่อเตรียมการสำหรับสองส่วนนี้มีหน้าที่ทำให้ทางจิตใจสูงขึ้น  รวมถึงความคิดและจินตนาการ

                                 ประการที่สอง การเล่นมีหน้าที่พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นเป็นการส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมโดยเจตนา มันจะกลายเป็นไปได้เพราะความเชื่อมความสัมพันธ์ที่มีอยู่ระหว่างบทบาทการเล่นของเด็กและระเบียบที่จำเป็นที่จะตามมาเมื่อเล่นต่อบทบาทต่างๆเหล่านั้น  สำหรับ preschoolers   เล่นกลายเป็นครั้งแรกในกิจกรรมเด็กที่ขับเคลื่อนโดยไม่จำเป็นต้องให้เกิดความปิติยินดี  ทันทีที่มีมากกว่ายุคนี้  โดยความต้องการที่จะระงับแรงกระตุ้นของเด็กโดยทันที

                                 ประการที่สาม  ในการเล่นเป็นสัญญาณแรกของอารมณ์ความรู้สึกโดยทั่วไปปรากฏว่ามีอารมณ์ความรู้สึกที่ว่าตอนนี้มีความหมายกว้างที่เกี่ยวเนื่องกับประเภทของผู้คนและสถานการณ์เฉพาะมากกว่าความเป็นเหตุการณ์ ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อมีเสียงร้องของเด็กเมื่อเขาเล่น  เขาแสดงถึงความอดทน เพราะเขารู้ว่าเด็กทุกคนทำเมื่อพวกเขาจะถูกยิง  ในสถานการณ์อื่น เช่น  เมื่อมีเด็กมีลักษณะเฉพาะเกี่ยวกับบทบาทของหมอหรือเป็นนักดับเพลิง  นั้นจะบรรลุถึงความปรารถนาเป็นสากล ที่จะกระทำการเหมือนผู้ใหญ่

วิธีการที่จะพัฒนาเด็ก : ความสำเร็จและสิ่งที่ยังขาดตกบกพร่อง

                                 สานุศิษย์ของ vygotsky  ในรัสเซีย  มีทางทฤษฎีของไวก็อตสกี้ (vygotsky)  เข้าไปในความคิดเป็นตรรกะและ ภายใน สอดคล้องกับทฤษฎีอัตรธานกระบวนการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและแง่มุมทางสังคม และการพัฒนาของเด็ก ในทฤษฎีนี้ กระบวนการไกล่เกลี่ยในการเรียนของเด็กของกิจกรรมเฉพาะ   ให้พิจารณาว่าสาเหตุหลักการของการพัฒนาของตน   มันจะอยู่ในบริบทของกิจกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาเด็ก และมีแรงกระตุ้นใหม่ที่เหมาะกับความสามารถของพวกเขา

                                 ในสังคมอุตสาหกรรม  เด็กๆอาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำกิจกรรมบางอย่าง จากมุมมองของรัสเซีย   neo – vygotskians  เป็นผู้นำสำหรับในช่วงเวลาของการพัฒนา เป็นที่น่าสนใจแต่อย่างไรก็ตาม ถ้าในกรณีที่เป็นการพัฒนาของเด็กได้รับพัฒนาต่อไปก็จะดี   ยกตัวอย่าง   เช่น  ในโรงเรียนอนุบาลในอเมริกัน ให้ดูทีวีและเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์มากกว่าในการกระทำ sociodramatic เล่น   จากมุมมองของรัสเซีย neo – vygotskians นี้จะส่งผลต่อความสามารถที่และทำให้เกิดปัญหากับเด็กๆเหล่านี้  ซึ่งตามหลักการในห้องเรียนของอเมริกันครูโรงเรียนประถมศึกษาควรจะจัดก็คือ   ให้เด็กต้องได้ร้องเพลง  เต้นรำ  หรือกระทำการอย่างอิสระในการสอน

การศึกษาเกี่ยวกับการเรียนในโรงเรียนอนุบาล ทางวัฒนธรรม – ขนบจารีตทางประวัติศาสตร์

                                 หลายเรื่องในปีหลังจาก ไวก็อตสกี้ (vygotsky)  การตายของเพื่อนร่วมงานการศึกษา และเป็น นักการศึกษาการพัฒนาเด็กสำคัญๆ  อย่างต่อเนื่อง  และมีการตกแต่งเค้าโครงชุดก่อนหน้านี้ ในหมวดนี้ ส่งผลให้การศึกษาทำอย่างพิถีพิถันของ oretical  แนวความคิดและหลักการที่แนะนำโดย ไวก็อตสกี้ (vygotsky) ในการพัฒนาที่ดี แอพพลิเคชันในทางปฏิบัติของหลักการต่างๆเหล่านี้  ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการของการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กวัยเรียนโรงเรียนอนุบาล   ทางวัฒนธรรมที่สำคัญและทฤษฎีทางประวัติศาสตร์  ได้ถูกทำขึ้นในพื้นที่ของการเล่น ความคิด และการพัฒนาทางอารมณ์ การพัฒนาความรู้สึก

การเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจากการเรียนในโรงเรียนอนุบาล ในมุมมองของ  vygotskian

                             vygotsky  ได้เขียนเกี่ยวกับการพัฒนาของการปกครองตนเองในโรงเรียนอนุบาล  เกี่ยวกับข้อบังคับในสองบริบท คือ

  1. ในความสัมพันธ์กับการพัฒนาสุนทรพจน์ของภาคเอกชนและในความสัมพันธ์กับการ

พัฒนาทำให้ เชื่อเกี่ยวกับการเล่น   การกล่าวของเอกชนได้เปิดโอกาสให้เด็กมีการใช้เครื่องมือที่จะใช้บังคับพฤติกรรมของเด็กสามารถใช้ตอนนี้  โดยมีความมุ่งประสงค์เพื่อเด็ก สามารถควบคุมตัวเองได้ 

  1. การเล่นทำให้เชื่อว่าทำให้มีลักษณะเฉพาะบริบทที่ให้การสนับสนุนการใช้กฎระเบียบ

ของตัวเองโดยผ่านระบบอันหนึ่งของบทบาทและสอดคล้องกับกฎข้อบังคับต่างๆ  เล่นอย่างต่อเนื่องจากโรงเรียนอนุบาล โดยเต็มใจที่จะยอมสละความปรารถนาของพวกเขาในทันทีโดยให้การสนับสนุนตามหลักเกณฑ์โดยปล่อยให้มีมากขึ้น ทำให้พวกเขามีความปรารถนาในรูปแบบสัญญาลักษณ์                            

                              สรุปได้ว่า การเล่นมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาแก่เด็กในด้านต่างๆ เช่น ด้านความคิด จิตนาการ ภาษา  ด้านการเรียนรู้กฎระเบียบทางสังคม วัฒนธรรม  ซึ่งการเล่นจะดึงเอาความรู้สึกนึกคิดของเด็กออกมา และที่สำคัญการเล่นมีหน้าที่พัฒนาจิตใจของเด็กให้สูงขึ้น โดยการเล่นอาจจะแผงด้านคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก รวมถึงพัฒนาการทางด้านสังคมด้วย เพราะการเล่นเด็กจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและกับวัตถุ  ไวก็อตสกี้ (Vygosky) จะให้ความสำคัญโดยเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เป็นต้นไป โดยเด็กจะมีกระบวนการเล่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุ ตามสภาพแวดล้อม และบุคคลที่เกี่ยวข้อทั้งที่เป็นการเล่นที่เป็นส่วนตัว การเล่นในเกม ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งในระบบการศึกษา  และจากที่กล่าวมาไม่ว่า เด็กจะมีรูปแบบการเล่นแบบไหน เล่นที่บ้าน หรือที่โรงเรียน ก็จะเกี่ยวข้องและมีกระบวนการเรียนรู้ หรือกระบวนการในการพัฒนากับทฤษฎีที่สำคัญของ ไวก็อตสกี้ (Vygosky)  ซึ่งเรียกว่าเขต proximal ของการพัฒนา ( zpd )  zpd  เป็นทักษะการรับรู้และแนวคิดต่างๆที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างเต็มที่ แต่เป็น “บนขอบของสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่”  เพียงแค่เด็กได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมของผู้ใหญ่

                                 ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครูหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็ก ต้องหันกลับมามอง “การเล่น” และให้ความสำคัญกับการเล่นอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อที่การเล่นจะได้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาเด็กทุกช่วงอายุต่อไป

เอกสารอ้างอิง

การพัฒนาความเข้าใจในการเรียนรู้ของเด็กผ่านการเล่น.(2553).ออนไลน์จาก. 

                 http://www.hu.eureka.org.

ศิวรักษ์  ศิวารมย์.(ม.ป.ป). บทความ ฤา ไวก็อตสกี้มองจิตวิทยาเป็นเรื่องสัญญะและวัฒนธรรม.คณะ

                 ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

ทฤษฎีเชิงสังคมวัฒนธรรมของไวก็อตสกี้.(2553) ออนไลน์จาก. http://www.hu.swu.ac.th.

  Alex Kozulin,Boris Gindis,Vladimir S. Ageyev and Suzanne M. Miller. 

                  (2003).Vygotsky’s  Educational  Theory in Cultural Context. 

                   Cambridge University Press. New York.

ออนไลน์จาก. http://www.answers.com/topic/lev-vygotsky#ixzz1DopvYWQB.

ออนไลน์จาก. http://www.keytolearning.com.

ออนไลน์จาก. http://www.theory.ht.

Unit Plan

14 ก.ย.

Unit Plan

วิชาคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

รหัสวิชา 1074401   3 (1-2)

                 สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย  คณะครุศาสตร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง                                                              

Descriptions

                     แนวคิด  ทฤษฎี และหลักการคอมพิวเตอร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ความรู้พื้นฐานในคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย การเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ เทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย การฝึกฝนปฏิบัติการออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยแบบง่าย การวัดและการประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

สัปดาห์ที่ 1

                          Topic :   แนวคิด  ทฤษฎี และหลักการคอมพิวเตอร์ สำหรับเด็กปฐมวัย

Established  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิด  ทฤษฎี และหลักการคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวคิด  ทฤษฎี และหลักการคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

Summary

                   การใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย มีแนวคิด ทฤษฎี และหลักการที่เกี่ยวข้องหลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์  ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ ทฤษฎี constructionism  เป็นต้น

สัปดาห์ที่ 2

                      Topic :  ความรู้พื้นฐานในคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

Established  Goals:

นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

Summary

                  ธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย มีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ชอบทดลอง ค้นคว้า เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ที่อยู่รอบตัว และเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยกิจกรรมคอมพิวเตอร์ อาจมีการจัดโดย การบูรณาการคอมพิวเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร พิจารณาคัดเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม หรือให้โอกาสเด็กเรียนรู้จากการปฏิบัติการกับคอมพิวเตอร์

 สัปดาห์ที่ 3-5

                      Topic :  การเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ

Established  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ
  2. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์และเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยได้
  3.  นักศึกษาสามารถจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยได้

Summary

                     โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสำเร็จรูป และสามารถสืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ต หรือมีอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งครูควรมีวิธีการเลือกและจัดให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ความสามารถของเด็ก ที่สำคัญโปแกรมคอมพิวเตอร์ควรมีเทคนิค เช่น สีสัน เสียงหรือการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์และเกิดการเรียนรู้ เป็นต้น และควรมีเนื้อหาที่พัฒนาเด็กได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบทางด้านลบให้แก่เด็กปฐมวัย

สัปดาห์ที่ 6-8

                      Topic :  เทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

Established  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์และเลือกเทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้
  3. นักศึกษาสามารถเขียนแผนที่แสดงถึงการใช้เทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้

Summary

                      ในการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็ก มีเทคนิคการสอนมากมาย เช่น ขั้นแรก ผู้สอนควรสอนให้เด็กรู้จักคอมพิวเตอร์ชนิดต่างๆ  ส่วนต่างๆ และหน้าที่ของอุปกรณ์และสัญญาลักษณ์ที่สำคัญๆของคอมพิวเตอร์ก่อน ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ สร้างความคุ้นเคย และลองเล่นโปรแกรมต่าง ๆ หลายๆ ครั้งต่อ 1  โปรแกรม ทั้งกลุ่มและเดี่ยว ผู้สอนมีการใช้คำถาม  ฝึกให้เด็กใช้เวลาในการใช้คอมพิวเตอร์ให้อย่างเหมาะสม  ฝึกให้เด็กวิเคราะห์และสะท้อนคิดเกี่ยวกับโปรแกรมที่เล่น เป็นต้น

 สัปดาห์ที่ 9-11

                    Topic :  การฝึกฝนปฏิบัติการออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยแบบง่าย

Established  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. นักศึกษาสามารถออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยแบบง่ายๆได้

Summary

                    การออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยสามารถใช้โปรแกรมในการออกแบบและสร้างได้หลากหลายโปรแกรมผสมผสานกัน เช่น โปรแกรม Paint , Internet , การเลือกภาพเคลื่อนไหวใน Internet มาประกอบ หรือโปรแกรม PowerPoint  เป็นต้น การออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยต้องคำนึงถึง วัตถุประสงค์ และเนื้อหาในการพัฒนาเด็กเป็นหลัก  การฝึกฝนปฏิบัติการออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยแบบง่าย

 สัปดาห์ที่ 12

                      Topic :  การวัดและการประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

Established  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวัดและการประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  2. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์พัฒนาการเด็กจากการวัดและการประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยได้

Summary

                         การวัดและการประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย มีหลายวิธี เช่น การสังเกต การตรวจผลงาน การสนทนา ซักถาม หรือใช้แบบทดสอบ เป็นต้น การวิเคราะห์พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการวัดและประเมินผลการใช้คอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย

              

Stage  1 – Desired Results

     State : สัปดาห์ที่ 3-5  (สัปดาห์ละ  3  ชั่วโมง)                      Topic :การเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆEstablished  Goals:

  1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ
  2. นักศึกษาสามารถวิเคราะห์และเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยได้
  3.  นักศึกษาสามารถจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยได้

Summary

                       โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยมีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสำเร็จรูป และสามารถสืบค้นได้ทางอินเตอร์เน็ต หรือมีอยู่กับเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งครูควรมีวิธีการเลือกและจัดให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ความสามารถของเด็ก ที่สำคัญโปแกรมคอมพิวเตอร์ควรมีเทคนิค เช่น สีสัน เสียงหรือการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์และเกิดการเรียนรู้ เป็นต้น และควรมีเนื้อหาที่พัฒนาเด็กได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่ส่งผลกระทบทางด้านลบให้แก่เด็กปฐมวัย

 

Understandings :

  1. การเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย
  2. วิเคราะห์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัย
  3.  การจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย
Essential Questions :1. นักศึกษามีหลักการเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยอย่างไร2. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัย

3. การจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัยควรจัดอย่างไร

 

Knowledges                                                                                                Skills–                   การเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์            –    การเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์           –                   การจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์                –     วิเคราะห์โปรแกรมคอมพิวเตอร์

สำหรับเด็กปฐมวัย                                  –    การจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริม     

                                                                     พัฒนาการด้านต่างๆ

Stage  2 – Assessment Evidence

Performance Tasks :

  1. การศึกษาค้นคว้าและการเลือกโปรแกรม
  2. การวิเคราะห์โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  3. การจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริม                                                                     พัฒนาการด้านต่างๆ         

 

Other  Evidence :

  1. โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  2. รายงานผลการวิเคราะห์(ตามใบงานที่ 1)
  3. การจัดหรือการนำเสนอโปรแกรมคอมพิวเตอร์

 

Stage  3 – Learning  Plan

Learning Activities :สัปดาห์ที่ 1

  1. ผู้สอนให้นักศึกษาทดลองเล่นเกมคอมพิวเตอร์ทั้งสำเร็จรูปและโปรแกรมที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์ เช่น โปรแกรม paint  ,โปรแกรมเกมโภชนาการ ,โปรแกรมเกมแต่งตัว ,โปรแกรม Personalized Preschoolหรือ โปรแกรมเมืองขนมประสมคำ เป็นต้น
  2. นักศึกษาวิเคราะห์ เปรียบเทียบเกม และโปรแกรมที่ได้ทดลองเล่น ที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กปฐมวัย

สัปดาห์ที่  2

  1. นักศึกษาทบทวนกิจกรรมในสัปดาห์ที่ 1 ร่วมกัน
  2. ผู้สอนบรรยายเกี่ยวกับการเลือกและการจัดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเสนอตัวอย่างโปรแกรม จากคอมพิวเตอร์ ,ipad และโปรแกรมสำเร็จรูป พร้อมกับนักศึกษาร่วมกันอภิปราย และวิเคราะห์โปรแกรมต่างๆ เกี่ยวกับความเหมาะสมและการส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้านต่างๆ
  3. ผู้สอนมอบหมายงานนักศึกษา โดยให้ศึกษา ศึกษาและ สืบค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย คนละ 5  โปรแกรม  และเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ตนเองสนใจมา  1  โปรแกรม  พร้อมเตรียมนำเสนอและสาธิตเกี่ยวกับโปรแกรมที่เลือกตามหัวข้อในใบงาน (ใบงานที่ 1)

สัปดาห์ที่ 3

  1. นักศึกษาทบทวนกิจกรรมในสัปดาห์ที่ 2 ร่วมกัน
  2. นักศึกษาแต่ละคนนำเสนองานตามที่ได้รับหมอบหมายทีละคนจนครบ
  3. นักศึกษาสรุปเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆให้แก่เด็กปฐมวัยร่วมกัน และทำเป็นแผนผังเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆให้แก่เด็กปฐมวัยร่วมกันหน้าชั้นเรียน โดยให้แต่ละคนช่วยกันเสนอและแสดงความคิดเห็น แล้วบันทึกลงในแผนผัง

 

สื่อ

  1. โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยสำเร็จรูป  เช่น โปรแกรม Personalized Preschool ,โปรแกรมเมืองขนมประสมคำ ,เกมแต่งตัว ,หัดวาดและระบายสีการ์ตูน ,ธรรมชาติน่ารู้ หรือ ฝึกเชาวน์ ป็นต้น
  2.  เอกสารประกอบการสอนวิชาคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  3. บทความต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย
  4. เว็ปไซต์ต่างๆ  เช่น

http://www.e-learningforkids.org

http://library.thinkquest.org/5862/

http://www.kidsandcomputers.com/starter.htm

http://www.learn4good.com/games/kids/ladybugs.htm

http://www.abcya.com/

http://choochoogames.com/

 แหล่งเรียนรู้

  1. บ้าน
  2. ศูนย์พัฒนาเด็ก
  3. โรงเรียนอนุบาล
  4. ห้องเรียน
  5. ห้องสมุด/ห้องคอมพิวเตอร์

การประเมินผล

  1. ความพยายาม ความตั้งใจในการเรียน การทำงาน และการร่วมกิจกรรม           10 %
  2. การนำเสนอ                                                                         20 %

                 –   ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน (รายงานประกอบ)                     10 %

                 –    ความคิดสร้างสรรค์และความพร้อม                               10  %

       3.  ชิ้นงาน                                                                                  30 %       

                 –   ความพยายามและความสมบูรณ์ของเนื้อหา                     20 %

                –   กระบวนการในการเก็บข้อมูล                                          10 %

      4.   แผนผังความคิด                                                                     10 %

      5.   คุณธรรม จริยธรรม                                                                 10 %

      6.   สอบปลายภาค                                                                       20 %

ใบงานที่  1

                ให้นักศึกษาไปศึกษา สืบค้นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย คนละ 5  โปรแกรม  และเลือกโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัยที่ตนเองสนใจมา  1  โปรแกรม  และนำโปรแกรมที่เลือกมาจัดหรือนำเสนอ

               โดยให้ทำรายงานประกอบการนำเสนอโดยประกอบด้วยข้อมูลดังนี้

  1. ชื่อโปรแกรม
  2. เหมาะสำหรับเด็กอายุ
  3. วัตถุประสงค์ของการใช้โปรแกรม
  4. วิธีการใช้โปรแกรม
  5. สื่อ/อุปกรณ์ที่ใช้กับโปรแกรมนั้นได้
  6. วิธีประเมินผล
  7. ข้อเสนอแนะ
  8. เหตุผลของการเลือก
  9. โปรแกรมนั้นส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านใดบ้าง อย่างไร

ใบงานที่  2

                          ให้นักศึกษาเขียนแผนการสอนที่จัดกิจกรรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย โดยให้เขียนแผนการสอนที่แสดงถึงการใช้เทคนิคการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย พร้อมเตรียมนำเสนอ โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  1. ชื่อกิจกรรม
  2. จุดประสงค์การเรียนรู้(เชิงพฤติกรรม)
  3. วิธีดำเนินกิจกรรม
  4. สื่อ/อุปกรณ์ที่ใช้
  5. วิธีประเมินผล
  6. ข้อเสนอแนะ
  7. เทคนิคที่ใช้ในการสอนคอมพิวเตอร์สำหรับเด็ก

ใบงานที่  3

                              ให้นักศึกษาออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย  โดยสามารถใช้เทคนิค กลวิธีที่หลากหลายในการจัดการการออกแบบสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเด็กปฐมวัย   พร้อมเตรียมนำเสนอ โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  1. ชื่อโปรแกรม
  2. เทคนิค กลวิธี ที่ใช้ในการสร้าง
  3. จุดประสงค์ของโปรแกรม
  4. วิธีการใช้/เล่น
  5. สื่อ/อุปกรณ์ที่ใช้กับโปรแกรมนั้นได้
  6. วิธีประเมินผล
  7. ข้อเสนอแนะ
  8. เหตุผลของการเลือก
  9. โปรแกรมนั้นส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยด้านใดบ้าง อย่างไร

    แนวคิดทฤษฎีที่ใช้

    แนวคิด Constructivism เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ของมนุษย์ มีความหมายทั้งในเชิงจิตวิทยาและเชิงสังคมวิทยา ทฤษฎีด้านจิตวิทยา เริ่มต้นจาก Jean Piaget ซึ่งเสนอว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการส่วนบุคคลมีความเป็นอัตนัย Vygotsky ได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่า เกิดจากการสื่อสารทางภาษากับบุคคลอื่น สำหรับด้านสังคมวิทยา Emile Durkheim และคณะ เชื่อว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมมีผลต่อการเสริมสร้างความรู้ใหม่

    ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนว Constructivism จัดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม (cognitive psychology) มีรากฐานมาจากผลงานของ Ausubel และ Piaget

    ·     ประเด็นสำคัญประการแรกของทฤษฎีการเรียนรู้ตาม Constructivism คือ ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยใช้กระบวนการทางปัญญา (cognitive apparatus) ของตน

    ·     ประเด็นสำคัญประการที่สองของทฤษฎี คือ การเรียนรู้ตามแนว Constructivism คือ โครงสร้างทางปัญญา เป็นผลของความพยายามทางความคิด ผู้เรียนสร้างเสริมความรู้ผ่านกระบวนการทางจิตวิทยาด้วยตนเอง ผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาได้โดยจัดสภาพการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลขึ้น

        ลักษณะการพัฒนารูปแบบ

    1.  การสอนตามแนว Constructivism เน้นความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน และความสำคัญของความรู้เดิม

    2.  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงความรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถสร้างความรู้ด้วยตนเองได้ ผู้เรียนจะเป็นผู้ออกไปสังเกตสิ่งที่ตนอยากรู้ มาร่วมกันอภิปราย สรุปผลการค้นพบ แล้วนำไปศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารวิชาการ หรือแหล่งความรู้ที่หาได้ เพื่อตรวจความรู้ที่ได้มา และเพิ่มเติมเป็นองค์ความรู้ที่สมบูรณ์ต่อไป

    3.  การเรียนรู้ต้องให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง จนค้นพบความรู้และรู้จักสิ่งที่ค้นพบ เรียนรู้วิเคราะห์ต่อจนรู้จริงว่า ลึก ๆ แล้วสิ่งนั้นคืออะไร มีความสำคัญมากน้อยเพียงไร และศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้งลงไป จนถึงรู้แจ้ง

    การจัดการเรียนรู้ผู้สอนจะต้อง

    1.  เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสังเกต สำรวจเพื่อให้เห็นปัญญา

    2.  มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียน เช่น แนะนำ ถามให้คิด หรือสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง

    3.  ช่วยให้ผู้เรียนคิดค้นต่อ ๆ ไป ให้ทำงานเป็นกลุ่ม

    4.  ประเมินความคิดรวบยอดของผู้เรียน ตรวจสอบความคิดและทักษะการคิดต่าง ๆ การปฏิบัติการแก้ปัญหาและพัฒนาให้เคารพความคิดและเหตุผลของผู้อื่น

แนวคิดเพิ่มเติม

                  ผู้เรียนไม่ได้เป็นคนเก่ง หรือคนไม่เก่ง แต่ผู้เรียนเป็นคนที่มีความสามารถแตกต่างกันและประสบการณ์แตกต่างกันเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสและเวลาของแต่ละคนที่จะได้ใช้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง   ดังนั้นคนเราอย่างด่วนตัดสิ้นคนแค่ช่วงเวลาหนึ่ง หรือจากด้านหนึ่งที่เขาไม่รู้ แล้วตีตราว่าผู้เรียนคนนั้นโง่ ไม่ได้เรื่องไปตลอดชีวิตหรือในสายตาของคนที่เป็นครู  ซึ่งบางอย่างเขาอาจจะเก่งกว่า ดีกว่าคุณ อย่างน้อยจิตใจเขาก็สูงกว่าคุณแล้วถ้าคนที่เป็นครูคิดกับผู้เรียนเช่นนั้น เพราะคำว่าครูไม่ใช่หมายความว่า คุณเก่ง ดี มีความรู้ที่ถาวรกว่าคนอื่น  อย่าลืมว่า ทุกคนคือ “ผู้เรียน” คือทุกคนต้องเรียนและมีโอกาสเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และไม่มีความรู้ใดที่แน่นอน และความรู้ไม่ได้อยู่ที่ภาษาใดภาษาหนึ่งเท่านั้น หรือคนชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น (อ้างอิงจากเกสร  กอกอง)

Hello world!

8 ก.ย.

Welcome to WordPress.com. After you read this, you should delete and write your own post, with a new title above. Or hit Add New on the left (of the admin dashboard) to start a fresh post.

Here are some suggestions for your first post.

  1. You can find new ideas for what to blog about by reading the Daily Post.
  2. Add PressThis to your browser. It creates a new blog post for you about any interesting  page you read on the web.
  3. Make some changes to this page, and then hit preview on the right. You can always preview any post or edit it before you share it to the world.
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.